Center
Center
ศูนย์สระบุรี
+662-2187523 ext. 25 , +662-2555831 Mon - Fri 09:00 - 17:00 Email: harakhuntanatavikorn@gmail.com
+1 2223 4567 Mon - Fri 09:00 - 17:00 โครงการพัฒนาที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศูนย์เชื้อเพลิงและพลังงานจากชีวมวล
ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เสาหลักแห่งแผ่นดิน
ขอเข้าเยี่ยมชม

ศักยภาพชีวมวลในประเทศไทย

          ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการเกษตรกรรมอย่างกว้างขวาง ในแต่ละปีจะมีผลพลอยได้จากผลผลิตทางการเกษตร หรือวัสดุเหลือทิ้งทางเกษตรกรรม เช่น ฟางข้าว แกลบ กากอ้อย กาก ใย ทะลายปาล์มเป็นต้น ปริมาณของวัสดุชีวมวลที่เหลือทิ้งในแต่ละปีขึ้นกับผลผลิตการเกษตร โดยในปี 2549ดังตารางที่ 1 มีปริมาณสรุปได้ดังต่อนี้           ข้าว เป็นพืชที่มีความสำคัญมากในประเทศไทย ในแต่ละปีจะมีผลผลิตประมาณ 25 ล้านตัน โดยการผลิตข้าวของประเทศมักจะมีวัสดุเหลือทิ้งที่สำคัญ คือ แกลบและฟางข้าว โดยแกลบจะมีปริมาณการใช้งานสูงสุดคือ 5 ล้านตันต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ไปในการผลิตไฟฟ้าและการใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลทดแทน ส่วนที่เหลือจะมีเพียง 250,000 ตันต่อปีเท่านั้น ส่วนฟางข้าวจะเป็นเศษวัสดุเหลือทิ้งที่สำคัญที่สุดเพราะมีปริมาณสูงถึง 12.25 ล้านตันต่อปีและยังไม่ได้มีการนำไปใช้ประโยชน์เท่าที่ควร และประมาณการว่ามีซังข้าวที่ค้างอยู่ในพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 2.5 ล้านตันปีที่เกษตรกรส่วนใหญ่มักจะเผาทำลายเพื่อเตรียมพื้นที่ในการเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไป           อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกอย่างของประเทศไทย ปัจจุบันผลผลิตของอ้อยมีจำนวนทั้งสิ้น 80 ล้านตันต่อปี ซึ่งมีวัสดุเหลือทิ้งจากอ้อยหลายอย่าง เช่น กากอ้อย ยอดและใบอ้อย โดยปกติกากอ้อยจะถูกนำไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงงานทั้งหมด ส่วนยอดและใบอ้อยมีปริมาณเหลืออยู่ 8.5 ล้านตันซึ่งยังไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์เพราะขาดเทคโนโลยีในการนำไปใช้ ซึ่งทำให้เศษวัสดุจากอ้อยนี้มักจะเป็นปัญหาในการกำจัดส่วนเกินออกจากพื้นที่เกษตรกรรม           ไม้ยางพารา เป็นพืชที่ประเทศไทยเพาะปลูกมากที่สุดในโลก และยังเป็นพืชที่มีความสำคัญในหลายอุตสาหกรรม มีกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์จากยางพาราประมาณ 250,000 ตันต่อปี โดยส่วนใหญ่จะมีวัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตไม้ยางพาราในแต่ละปี คือ ขี้เลื่อย ปีกไม้ ปลายไม้ รากไม้ ทั้งนี้วัสดุเหลือใช้ที่ได้จากขี้เลื่อยจะมีปริมาณเหลืออยู่ 690,000 ตันต่อปี ปีกไม้จะมีปริมาณเหลืออยู่ 2.2 ล้านตันต่อปี ปลายไม้ซึ่งเป็นส่วนที่เหลือมากที่สุดจะมีปริมาณเหลืออยู่ 2.7 ล้านตันต่อปี ส่วนรากไม้ยางพาราจะมีปริมาณเหลือเพียง 1.15 ล้านตันต่อปี ที่ชาวสวนมักจะกำจัดโดยการเผาทิ้ง           ปาล์มน้ำมัน อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มมีแนวโน้มของอัตราเติบโตที่สูงขึ้นในแต่ละปีเนื่องจากความต้องการนำไปใช้ผลิตน้ำมันไบโอดีเซลนั่นเอง ปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตน้ำมันปาล์มประมาณ 5 ล้านตันต่อปี ซึ่งเศษวัสดุเหลือทิ้งที่สำคัญคือ กากใยปาล์ม กะลาปาล์ม ทะลายเปล่า และทางปาล์ม โดยกากใยปาล์มมีปริมาณเหลือเพียงเล็กน้อยคือ 50,000 ตัน กะลาปาล์มมีปริมาณเหลือ 100,000 ตันในแต่ละปี ส่วนทะลายปาล์มมีปริมาณเหลือ 400,000 ตัน และทางปาล์มเป็นเศษวัสดุที่เหลือทิ้งที่มีปริมาณมากที่สุดและมีการนำกลับไปใช้งานน้อยที่สุด ซึ่งในแต่ละปีจะมีเหลือประมาณ 6.5 ล้านตัน           มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความต้องการสูงขึ้นมากในหลายปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 17 ล้านตัน โดยมีเหง้ามันเป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่มีปริมาณมากที่สุดคือประมาณ 3.4 ล้านตันต่อปี ซึ่งมีการนำกลับไปใช้งานเพียงเล็กน้อยและเหลืออยู่ในระบบประมาณ 3.35 ล้านตัน ข้าวโพด เป็นพืชที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 4 ของประเทศ และยังมีความต้องการในปริมาณมากแต่ละปี โดยปัจจุบันมีผลผลิตข้าวโพดประมาณ 5 ล้านตันต่อปี โดยมีเศษวัสดุเหลือทิ้งที่สำคัญคือ ซังข้าวโพด ซึ่งมีปริมาณเหลืออยู่ในระบบประมาณ 3.8 ล้านตันต่อปี           ไม้ยูคาลิปตัส เป็นพืชที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมกระดาษอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี และเนื่องจากเป็นพืชที่เลี้ยงดูง่ายและเติบโตได้รวดเร็วจึงเป็นที่นิยมปลูกของเกษตรกร ขณะนี้พบว่ามีผลผลิตไม้ยูคาลิปตัสประมาณ 600,000 ตันต่อปี ซึ่งพบว่าเศษเปลือกไม้เป็นวัสดุเหลือทิ้งที่มากที่สุด โดยมีปริมาณเหลืออยู่ 1.8 ล้านตันต่อปี และมีการนำกลับมาใช้ประโยชน์เพียง 500,000 ตัน ซึ่งทำให้เหลือเป็นวัสดุเหลือทิ้งอยู่มากถึง 1.3 ล้านตันต่อปี จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นสามารถสรุปได้ในตารางที่ 3.1 ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์ได้ว่าการนำวัสดุชีวมวลที่ได้จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรของประเทศไทยมีจำนวนมากพอที่จะนำมาใช้ผลิตเป็นพลังงานและเชื้อเพลิงชีวมวลทดแทนการใช้พลังงานจากน้ำมันปิโตรเลียม โดยเมื่อคำนวณเป็นพลังงานความร้อนจากวัสดุชีวมวลปริมาณ 43.29 ล้านตันต่อปี จะได้พลังงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้สูงถึง 414,600 TJ หรือ 9,817 ktoe ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการใช้วัสดุชีวมวลเป็นวัตถุดิบในการลงทุนเพื่อผลิตพลังงานและเชื้อเพลิงชีวมวล   ตารางที่ 3.1   แสดงปริมาณวัสดุชีวมวลจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในประเทศไทย
ลำดับ ผลผลิต จำนวน (ตัน) ชีวมวล ความชื้น อัตราส่วนชีวมวล ปริมาณ(ตัน) ปริมาณที่ถูกใช้งาน (ตัน) ปริมาณคงเหลือ (ตัน)
ต่อผลผลิต ตันต่อไร่
1 ข้าว 25,000,000 แกลบ 12.30% 0.21   5,250,000 5,000,000 250,000
2     ฟางข้าว 13.30% 0.49   12,250,000 0 12,250,000
3 อ้อย 80,000,000 กากอ้อย 50.00% 0.28   14,000,000 14,000,000 0
4     ยอดและใบ 9.20% 0.17   8,500,000 0 8,500,000
5 ไม้ยางพารา 250,000 ขี้เลื่อย 55%   3,000 750,000 60,000 690,000
6     ปีกไม้ 55%   12 3,000,000 800,000 2,200,000
7     ปลายไม้ 55%   12 3,000,000 300,000 2,200,000
8     รากไม้ 55%   5.2 1,250,000 100,000 1,150,000
9 ปาล์มน้ำมัน 6,000,000 กากใยปาล์ม 38.50% 0.13   650,000 600,000 50,000
10     กะลาปาล์ 12.00% 0.12   680,000 500,000 100,000
11     ทะลายเปล่า 58.60% 0.2   1,080,000 600,000 400,000
12     ทางปาล์ม 78.00% 1.41   7,050,000 1,000,000 6,050,000
13 มันสำปะหลัง 20,000,000 เหง้ามัน 59.40% 0.2   3,400,000 50,000 3,350,000
14 ข้าวโพค 5,000,000 ซังข้าวโพค 40.00% 0.24   1,200,000 200,000 1,000,000
15     ซังข้าวโพค 42.00% 0.82   4,100,000 300,000 3,800,000
16 ไม้ยูคาลิปตัส 600,000 เปลือกไม้ 63.00%   3 1,800,000 500,000 1,300,000
รวม 6,780,000 24,010,000 43,290,000
     
About the author

Leave a Reply

ติดต่อสอบถาม

ศูนย์นวัตกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และเกษตรครบวงจร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ.พญาไท ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 โทรศัพท์  0 2218 5538 หรือ 0 2218 5001 โทรสาร 0 2218 5000 Email:  scicupr@gmail.com

โครงการที่ผ่านมา

Tag Cloud